อบและซักผ้าหอมสะดวกสบาย

เชื่อได้ว่าในปัจจุบันนั้น หลายๆบ้านอาจจะพบเจอปัญหาจากการซักผ้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับ

 มีกลิ่นอับหลังจากการตากผ้า หรือเมื่อซักผ้าเสร็จก็รู้สึกว่าผ้านั้นไม่หอมเท่าที่ต้องการ บางทีหากตากผ้านานเกินไปก็อาจจะพบกับปัญหาฝุ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งแน่นอนว่าจากปัจจัยที่กล่าวไปได้สร้างปัญหาที่รบกวนใจใครหลายคน

ซึ่งในวันนี้นั้นทางผู้เขียนจะขอพาทุกท่านมาทราบข้อมูลเกี่ยวกับการซักผ้าหอมพร้อมทั้งเคล็ดลับดีๆที่จะช่วยทำให้การซักผ้าของทุกท่านนั้นสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไร้ปัญหากังวลใจ ในบทความเคล็ดลับวิธีซักผ้าหอมทนทั้งวัน ! 

ซักผ้าแล้วไม่หอม เกิดจากอะไรได้บ้าง ทำไมซักแล้วไม่หอมสักที

สำหรับการดูแลเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นของทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะเพื่อการซักผ้าหอมเพื่อสร้างความมั่นใจในการออกไปทำกิจกรรม ทำงานหรือดำรงชีวิต รวมไปถึงการซักผ้าหอมเพื่อให้ผ้าต่างๆที่ใช้ในครัวเรือนนั้น ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน หรือผ้าอื่นๆ สามารถนำไปใช้ต่อได้ ปราศจากสิ่งสกปรก แต่บางทีนั้นแน่นอนว่าทุกคนอยากจะซักผ้าหอมให้ชื่นใจ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ บ้างมีกลิ่นอับรบกวนใจ บ้างมีสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างฝุ่นและมลพิษเกาะเสื้อ ซึ่งสาเหตุนั้นมีอยู่หลายอย่าง สามารถลองอ่านในบทความด้านล่าง และค่อยๆแก้ไขไปพร้อมๆกัน 

1.ถังซักไม่สะอาด

อีกหนึ่งปัญหากวนใจที่ทำให้การซักผ้าหอมของทุกท่าน ไม่สามารถมีกลิ่นที่หอมอย่างที่หวังไว้ ก็คือสภาพของตัวถังซักที่ไม่ได้รับการดูแลความสะอาดเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดความสกปรกและมีการหมักหมม ซึ่งนอกจากจะเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้วนั้น ยังมีความเสี่ยงที่ทำให้ผู้ที่ใช้เสื้อผ้าจากถังนั้นๆมีโอกาสได้รับสิ่งสกปรกจนเกิดอาการแพ้หรือป่วยเลยก็ว่าได้ ดังนั้นหากอยากจะซักผ้าหอมและมีความสะอาด ก็ควรที่จะหมั่นทำความสะอาดตัวถัง หรืออาจจะใช้บริการร้านสะดวกซัก ที่มีการดูแลถังซักเป็นประจำ 

2.ปริมาณผ้าเยอะเกินกว่าที่เครื่องซักรองรับ



แน่นอนว่าหลายๆท่านนั้นก็มีเสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มต่างๆที่มีความแตกต่างแยกประเภทกันไป ซึ่งก็อาจจะมีปริมาณเสื้อผ้าที่รอการซักในปริมาณที่มาก และที่สำคัญนั้นการจะซักผ้าหอมได้ จำเป็นที่จะใส่เสืัอผ้าต่างๆลงไปซักแต่ละรอบให้พอดีและเหมาะสมกับเครื่องซักผ้า เพื่อให้ตัวเครื่องนั้นสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ  ซึ่งบางทีถ้าไม่สะดวกในการซักผ้าหลายๆรอบ การใช้บริการร้านสะดวกซักก็เป็นทางเลือกที่ดีเพื่อการซักผ้าหอมสะอาด และสะดวกในการซักผ้า

3.ใช้น้ำยาซักผ้าไม่เหมาะกับการใช้งาน

อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้ซักผ้าหอมสะอาด มีกลิ่นสดชื่นก็คือ การเลือกน้ำยาซักผ้าและผงซักฟอกให้สอดคล้องกับการซักผ้าในรอบนั้นๆ กล่าวคือ หากมีการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าที่เปิดฝาหน้า ก็ควรเลือก น้ำยาซักผ้า สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้า เพื่อลดจำนวนฟองสบู่ที่อาจจะตกค้างบนเสื้อผ้าและตัวเครื่องได้ (คุณสมบัติฟองเยอะที่กล่าวไปมาจาก น้ำยาซักผ้า เครื่องซักผ้าฝาบน) อย่างไรก็ตามแม้จะดูเป็นปัจจัยเล็กๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น ข้อนี้ถือเป็นอีกเคล็ดลับสำคัญสำหรับการซักผ้าหอมสดชื่น และสะอาด

4.มลพิษในอากาศระหว่างการตากเสื้อผ้า

อีกหนึ่งข้อสำคัญที่หากให้การดูแลอย่างถูกต้องจะทำให้การซักผ้าหอม สามารถเกิดผลที่ดีและมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือการคำนึงถึงสภาพอากาศที่จะทำการตากผ้า เพราะต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะกรุงเทพหรือในอีกหลายจังหวัด จะพบปัญหาคุณภาพของอากาศที่มีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสื้อผ้าของทุกคนนั้นมีกลิ่นไม่พึงประสงค์  ซึ่งการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้อาจจะแก้โดยการตากผ้าในบริเวณในตัวบ้านที่มีการถ่ายเทของอากาศ แต่ถ้าหากไม่มีพื้นที่นั้น การอบผ้าในร้านสะดวกซักก็จะสามารถทำให้เสื้อผ้านั้นมีกลิ่นหอมและปราศจากกลิ่นอับ ถือเป็นการตอบโจทย์ของการซักผ้าหอมได้เป็นอย่างดี

แชร์ 5 เคล็ดลับซักผ้าให้หอม และติดทนนานทั้งวันอย่างแน่นอน

ซักผ้าหอมสะอาด

สำหรับการซักผ้าหอมนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป เพียงแต่ว่าต้องเข้าใจถึงปัจจัยและสาเหตุต่างๆที่ทำให้เสื้อผ้าของทุกท่านนั้นสามารถซักได้อย่างถูกต้องและสะอาด ซึ่งในส่วนของบทความนี้ทางผู้เขียนจะขอแนะนำ 5 เคล็ดลับวิธีซักผ้าหอม สามารถทำได้ง่ายและเกิดผลลัพธ์ที่ดี มีประสิทธิภาพ

1.แช่น้ำอุ่นก่อนการซักผ้า

เคล็ดลับสำหรับการซักผ้าหอมที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป ก็คือการนำผ้านั้นมาแช่น้ำอุ่น  ก่อนการซักเพราะว่าจะเป็นการกำจัดสิ่งสกปรกรวมถึงสิ่งไม่พึงประสงค์อย่างเช่น แมลง ไร หรือฝุ่น ซึ่งสำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการแช่ผ้าอยู่ที่เวลาประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้ง และใช้อุณหภูมิของน้ำที่ 40 – 60 องศา ซึ่งนอกจากการทำความสะอาดแล้ว จะทำให้น้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกนั้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การซักผ้าหอมสดชื่นได้อย่างดี แต่จะมีผ้าที่ไม่ควรแช่น้ำร้อน เช่น ผ้าสแปนเด็กซ์  ผ้าไหมผ้าไนลอน  ผ้าวูลล์  ผ้าถักอะคริลิก ผ้าชีฟอง ผ้าซาติน ยีนส์  และผ้าสี ซึ่งอาจจะใช้อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส  

2.เลือกผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น

สำหรับการซักผ้าหอมนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยในการทำงานของเครื่องซักผ้าก็คือ การเลือกผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น มีกลิ่นที่หอม สามารถทำความสะอาดและสลายคราบฝังลึกซึ่งจะลดการสะสมของแบคทีเรียและสิ่งสกปรก ช่วยให้ซักผ้าหอม และสะอาด สร้างความมั่นใจในการสวมใส่ได้เป็นอย่างดี

3. แยกเสื้อก่อนซัก

เชื่อว่าหลายๆคนนั้นบางทีที่กลับมาบ้าน ก็มักจะนำเสื้อของตนเองลงในตะกร้าผ้าใช้แล้ว ซึ่งบางวันก็มีกลิ่นอับสะสม บางวันเสื้อเปียกจากฝน บางวันอาจจะมีฝุ่นเกาะตามเสื้อ ซึ่งปัจจัยต่างๆที่กล่าวไปนั้นจะทำให้เสื้อของทุกท่านหากซักรวมกันจะมีกลิ่นเหม็น เพราะการสะสมของแบคทีเรียที่นำไปรวมกันในตัวเครื่องอีกอย่างไรก็ตาม การแยกเสื้อก่อนซักนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเพื่อทำให้ซักผ้าหอมมีกลิ่นที่ติดทน ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากสิ่งสกปรกได้เป็นอย่างดี

4.ใช้เครื่องอบผ้า

ซักผ้าหอมอบผ้าดีต้องที่24WASH

หลังจากการซักผ้านั้น ส่วนที่สำคัญก็คือการทำให้เสื้อผ้านั้นแห้ง ไม่ว่าจะเริ่มจากการปั่นและนำไปตากแห้งกลางแดด แต่ด้วยปัจจัยของความสกปรกและฝุ่นมลพิษที่สะสมในอากาศอาจจะทำให้การซักผ้าหอมของทุกท่านนั้น กลายเป็นเสื้อผ้าที่เหม็นอับได้ รวมถึงการที่บางวันก็มีแดดและลมไม่เพียงพอ ในกรณีที่อาจจะหนักที่สุดก็คือฝนตก ซึ่งถ้าหากอยากคงกลิ่นที่ดีจากการซักผ้าหอมนั้นก็อาจจะใช้เครื่องซัก – อบผ้า

จากร้านสะดวกซัก ซึ่งสามารถช่วยทำให้เสื้อแห้งและไม่สะสมฝุ่น รวมถึงยังสามารถอบได้ครั้งหนึ่งในปริมาณที่มากอีกด้วย  โดยการซักและอบผ้านั้นอาจจะแนะนำใช้เครื่องซักและอบผ้าให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะดีกับเนื้อผ้าแล้ว ยังสามารถลดความเหนื่อยล้า พร้อมกับสามารถใช้เวลาทำในสิ่งอื่นๆได้อย่างไรก็ตามนั้น ทางผู้เขียนอยากแนะนำ ร้านสะดวกซัก 24WASH ที่มีเครื่องซัก-อบผ้าที่มีคุณภาพ สามารถประหยัดเวลาในการซักผ้าเองได้อย่างมาก อีกทั้งสามารถเช็คเวลาในการซัก – อบผ้า ด้วย24WASH Application ได้อีกด้วย

สรุป

สำหรับการซักผ้าและดูแลเครื่องนุ่งห่มต่างๆนั้น ล้วนมีความสำคัญและสามารถกล่าวได้เลยว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับชีวิตทุกๆคน อย่างไรก็ตามนั้น เพื่อความมั่นใจในกลิ่น และการสวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถมั่นใจได้ว่าสะอาดด้วยนั้น อาจจะต้องใส่ใจในทุกๆขั้นตอน รวมถึงหากไม่มีเวลามากพออาจจะใช้บริการร้านสะดวกซัก ซึ่งจะทำให้สามารถซักผ้าหอม อบผ้าได้แห้งไร้กลิ่น ประหยัดเวลา และสิ่งสำคัญก็คือลดความเสี่ยงจากสิ่งสกปรกที่จะสะสมจากอากาศในการตากผ้าที่บ้านเอง